เรียนรู้อย่างไรให้ได้ดี มีประสิทธิภาพ อ่านสอบใบประกอบได้อย่างเข้าใจ อ่านอะไรก็จดจำ

พัฒนาตัวเอง

คำแนะนำในการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพจากหลักสูตรบน Coursera.org ชื่อ Learning How to Learn: Powerful mental tools to help you master tough subjects

1 เมษายน 2563 09:14:32 น.

การเรียนรู้เป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเติบโตไปอายุเท่าไหร่ ย้อนมองกลับไปตลอดเส้นทางการเรียนกว่าจะเป็นเภสัชก็มีความรู้ที่ต้องจดจำให้ได้มากมายนับไม่ถ้วนเพื่อที่จะสามารถดูแลคนไข้ให้ได้รับยาที่ปลอดภัย ใช้ยาอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเรียนเภสัชหรือจะเรียนอะไร วันนี้ขอแนะนำเทคนิคเรียนรู้อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ? 


Dr.Barbara Oakley ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัย Oakland ผู้ศึกษาเรื่อง neuroscience และ social behavior และ Dr. Terrence Sejnowski ศาสตราจารย์ด้าน computational neuroscience แห่ง The Salk Institute for biology เปิดสอนหลักสูตรออนไลน์บน Coursera.org ชื่อ Learning How to Learn: Powerful mental tools to help you master tough subjects ให้ความเข้าใจและคำแนะนำเกี่ยวกับการเรียนรู้ไว้ ดังนี้


1. การเรียนรู้เริ่มจากเซลล์สมอง

เซลล์สมองมีการแตกแขนงเส้นใยและเพิ่มจำนวนอยู่ตลอด แต่การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด ทำให้เซลล์สมองตัดแต่งเส้นใยทิ้งให้สั้นลงและบางส่วนของเซลล์สมองก็ฝ่อสลายตายไปเมื่อไม่ได้ใช้งาน


2. Focused mode และ Diffuse mode 

การทำงานของสมองเวลาที่เราเรียนรู้มี 2 Mode ที่จะทำงานสลับกันไป โดยที่ไม่สามารถที่จะมี 2 mode ในเวลาเดียวกันได้ ทั้งสอง mode ช่วยในการเรียนรู้ในบทบาทที่แตกต่างกัน 

  • Focused mode จะทำงานเมื่อเราตั้งใจจดจ่อและเพ่งความสนใจ สมองถูกบังคับให้ใช้ความรู้ที่มีในการตอบคำถามหรือแก้ปัญหา


  • Diffuse mode จะทำงานเวลาที่เราอยู่ในสภาวะผ่อนคลาย ทำอะไรโดยอัตโนมัติ อยู่ในภาวะกึ่งจิตใต้สำนึก ไม่ได้จดจ้องเพ่งความสนใจกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาก สมองจะสร้างการเชื่อมโยงความรู้ที่มีแบบสุ่ม (Random connection) เกิดเป็นไอเดีย ความคิดใหม่ๆที่ผุดแทรกขึ้นมา



3. แบ่งความรู้เป็นชิ้น ๆ จะช่วยให้จดจำได้ดีกว่า

คอร์สนี้ได้แบ่งความจำออกเป็น 2 ประเภท 2 ประเภท

  • Long Term Memory – ความทรงจำระยะยาว มักเป็นอะไรที่ทำซ้ำ ๆ บ่อย ๆ จนกลายเป็นทักษะ


  • Working Memory – เป็นความจำระยะสั้นมาก เอาไว้เก็บข้อมูลเพื่อใช้งาน ณ เวลานั้น จำได้ประมาณ 4 Chunks คือ ข้อมูลชิ้นเล็ก ๆ ได้ 4 ชิ้น ดังนั้นการจำเลข 95678962 อาจจะจำเป็น 4 ชิ้น คือ 95 67 89 62


สามารถย่อยเนื้อหาให้เป็น 4 Chunks โดยใช้ pattern หรือการจัดกลุ่มมาช่วยก็ได้ สำหรับการเรียนรู้อาจจะเรียนรู้ทีละเรื่องเล็ก ๆ แล้วค่อยมาเชื่อมกัน เช่น ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียในกลุ่มยับยั้งการสร้างโปรตีน 30s และ 50s ribosome

  • Chunk 1: Aminoglycosides เช่น amikacin, gentamycin, neomycin, streptomycin
  • Chunk 2: Macrolides เช่น Erythromycin, Clarithromycin, Azithromycin
  • Chunk 3: Tetracyclin เช่น minocyclin, doxycycline, tetracyclin
  • Chunk 4: อื่นๆ เช่น chloramphenicol, clindamycin, linezolid



4. Pomodoro สลับโหมดการคิดของสมอง

Pomodoro technique คือ เทคนิคการแบ่งเวลาการทำงานที่นานออกเป็นช่วงสั้น ๆ และสลับกับการพัก การแบ่งเวลาเป็นช่วงสั้น ๆ จะทำให้รู้สึกว่าไม่เหนื่อยจนเกินไป และสมองได้พัก ทำได้โดยการตั้งนาฬิกา 25 นาที และทำงาน


โดยในช่วง 25 นาทีนี้ จะจดจ่อสมาธิทำงานหรืออ่านหนังสือ (Focused mode) โดยไม่ลุกไปไหน ไม่หันเหความสนใจไปกับสิ่งรบกวน เมื่อครบ 25 นาที ก็ให้ลุกจากเก้าอี้ ดื่มน้ำ หรือ นั่งพักผ่อนคลาย เป็นเวลา 5 นาที ทำสลับกันไปจนครบ 3-4 รอบ ก็พักยาว 10 นาที (Diffuse mode)


การสลับเวลาและปรับโหมดเช่นนี้จะทำให้จดจ่อกับงานที่ทำได้ดีขึ้น ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้าทำงานหน้าคอมพิวเตอร์สามารถใช้นาฬิกาบนเว็บไซต์ได้ที่ tomato-timer.com


5. ฝึกฝนซ้ำ ๆ แบบเว้นระยะ และ ค่อย ๆ ไล่จากง่ายไปยาก 

  • Spaced repetition คือ การทวนซ้ำโดยเว้นระยะห่างระหว่างกัน เช่น แทนที่จะอ่านหนังสือ 10 รอบ อัดเข้าไปในเวลา 1 วัน ก็เปลี่ยนเป็นอ่าน 10 วัน แต่วันละ 1 รอบ เพราะการเว้นระยะทำให้สมองค่อย ๆ จัดเรียงและจัดวางความจำให้เป็นระเบียบ ยิ่งจำนวนรอบในการทวนมากขึ้นจะทำให้ลืมช้าลง อาจใช้อุปกรณ์เช่น Flashcard หรือ เขียนซ้ำในกระดาษ


  • Deliberate Practice การค่อย ๆ ท้าทายสมองจากง่ายไปยาก และหมั่นสังเกตผลลัพธ์ในแต่ละรอบที่ทำ เพื่อนำไปปรับปรุง จะช่วยทำให้เรียนรู้เรื่องใหม่ได้ไวขึ้น และท้าทายสมองให้เชื่อมเซลล์ประสาทมากขึ้น


  • Overlearn เคยทำผ่านไปแล้วให้กลับไปทำมันซ้ำอีก เช่น หากเราเคยทำข้อสอบเก่าชุดนี้แล้วหนึ่งรอบ ก็ให้กลับมาทำซ้ำอีก 2-3 รอบ อ่านหน้านี้ผ่านไปแล้วก็กลับมาอ่านหน้านี้ซ้ำอีก การ overlearn จะทำให้ความสามารถเหล่านั้นเรียกขึ้นมาใช้ได้เร็ว ฝึกจากความจำให้กลายเป็นทักษะที่ชำนาญ


6. Recall หลับตาแล้วลองนึก Test ถามตัวเองเป็นคำถาม

การพูดถึงสิ่งที่อ่านหรือเรียนไปแล้ว แบบที่ไม่ดูสมุด/หนังสือ จะช่วยในการดึงข้อมูลที่เราจดจำได้กลับมา และยิ่งซ้อมในการเรียกข้อมูลขึ้นมาบ่อย ๆจะทำให้เราจดจำได้ดี นึกออกได้เร็ว


มีคำแนะนำเล็ก ๆ คือ ให้ท้าทายสมองโดยการ Recall ในบรรยากาศและสถานที่ที่ต่างไป เช่น ตอนอ่านหนังสืออ่านอยู่ที่บ้าน แต่ลองซ้อม recall บนรถ recall ที่โรงอาหาร recall ที่ป้ายรถเมล์ การ recall แบบตั้งเป็นคำถาม Quiz ตัวเอง ก็จะช่วยให้สมองมีความยืดหยุดมากขึ้นและจดจำได้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน 


7. Metaphor/Analogy เปรียบเทียบอุปมาอุปไมย Visualization จำเป็นภาพ Handwritten จดแบบวาด/เขียนด้วยมือ

  • Metaphor/ Analogy การจดจำด้วยการเปรียบเทียบกับสิ่งที่ใกล้เคียงหรือสิ่งที่เคยรู้มาก่อนจะช่วยทำให้เชื่อมโยงและจดจำได้ดี และยิ่งเรื่องที่เล่าเลือกใช้มาเทียบยิ่งง่ายหรือตลกเท่าไหร่ จะทำให้การจดจำเรื่องนั้นดียิ่งขึ้น


  • Visualization ภาพหนึ่งภาพแทนคำได้เป็นร้อยคำ พื้นฐานสมองมนุษย์ไม่ได้ออกแบบมาให้สำหรับการจำตัวอักษรหรือตัวเลข แต่จดจำภาพว่าแหล่งอาหารอยู่ที่ไหน สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ไม่ปลอดภัยเป็นอย่างไร ดังนั้นความสามารถด้านภาพจึงจะเร็วและไวกว่า ดังนั้นการจดเป็นข้อความว่า “จับหนูทดลองคว่ำ ใช้สองนิ้วดึงหนังบริเวณคอ ปักเข็มฉีดยาเข้าไปในบริเวณนั้น” กับการวาดภาพหนึ่งภาพ การได้วาดภาพ หรือ เห็นเป็นภาพจะทำให้เราจดจำได้ไว เรียกใช้ได้เร็ว 


  • Handwriting งานวิจัยพบว่า การประสานกันระหว่าง มือ ตา สมอง จะช่วยทำให้ความรู้ที่กำลังบันทึกจดจำไดด้ดีขึ้น การจดจำทำได้ดีขึ้น


8. Interleaving สลับและข้ามไปทำอย่างอื่นบ้าง

Interleaving คือ การสร้างความท้าทายให้สมอง สลับไปใช้วิธีคิดแบบต่าง ๆ หรือเรียกใช้ข้อมูลคนละชุดไปมา เช่น อ่านฟามาโคอยู่ แล้วก็อาจจะคั่นด้วยการไปอ่านเรื่องสมุนไพร แล้วกลับมาอ่านฟามาโคต่อ จะทำให้สมองเรียนรู้การเชื่อมโยงและกระตุ้นเซลล์สมองจากหลาย ๆ area และ region


หรือ การสลับข้ามกลุ่มแต่ยังมีความใกล้เคียงก็อาจจะช่วยได้เช่นกัน เช่น การข้ามไปมาระหว่าง Med.chem, Pharmaco, Clinic, Micro ที่อยู่ในเรื่องคล้ายๆกันแต่ไม่เหมือนเสียทีเดียว ก็จะช่วยให้การเรียกใช้ข้อมูลถูกดึงขึ้นมาใช้เป็นกลุ่ม


9. ออกกำลังกายและนอนให้เพียงพอ

ออกกำลังกายและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ จะทำให้เซลล์สมองอยู่รอดได้นานขึ้น แข็งแรง และแตกแขนงออกไปได้ดี


10. มองภาพรวม – เรียนรู้จากคนอื่น – ลงมือทำ – ประยุกต์กับหลาย ๆ บริบท

การเรียนรู้แบบ Top down คือ การมองเห็นภาพรวมก่อนแล้วค่อยไปเชื่อมกับการเรียนรู้แบบ Bottom up คือ เริ่มจากchunk เล็ก ๆ จะทำให้สามารถจัดกลุ่ม จัดเรียง จัดวาง ความรู้ได้อย่างเป็นระเบียบ


การใช้เทคนิคอย่าง mind mapping จะช่วยให้เห็นการเชื่อมโยงกันในภาพรวม หรือก่อนที่จะอ่านหรือเรียนอะไรให้เปิดดูสารบัญ หรือ คลิกและพลิกเร็ว ๆ ให้เห็นทุกหน้าก่อน เพื่อวางโครงสร้างในใจและเตรียมใจว่าจะเจอกับอะไรบ้าง 


การเรียนรู้จากการสังเกตคนอื่น ฟังตัวอย่างจากคนอื่นจะช่วยทำให้เราเรียนรู้ได้ไวขึ้น จดจำได้ดีขึ้น (อ่านเพิ่มเติม Social Learning การเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น ทำให้เราไม่ต้องเจ็บตัว) เพราะทำให้เราได้เห็นวิธีการที่คนอื่นใช้ ได้รับประสบการณ์เพิ่มเติม โดยที่ไม่ต้องลองผิดลองถูกหรือเจ็บด้วยตัวเองมาก และตัวอย่างที่ใช้ประกอบความรู้นั้น ๆ ก็จะมีหลากหลายมากขึ้นให้เรานึกถึง



11. Illusion of Competence 

การหลงผิดคิดว่ารู้เรื่องแล้ว หลาย ๆ ครั้งเรากำลังหลอกสมองว่าเราเข้าใจแล้ว เราจำได้และรู้แล้ว ทั้ง ๆ ที่ความจริงเรายังจำไม่ได้หรือยังไม่เข้าใจ เช่น การขีด highlight ทั้งหน้า การทำสรุปย่อเสร็จ การวาด mind mapping ครบ การทำเสร็จหรือทำจบไม่ได้แปลว่าเราเข้าใจหรือจำได้


ทำเสร็จแล้วอย่าลืมอ่านซ้ำ reread หรือหยิบกระดาษเปล่ามาทำซ้ำ overlearn หรือ test ด้วยคำถามหรือโจทย์อีกครั้ง อาจจะหาโอกาสในการได้สอนคนอื่นทำให้เราต้องพูดต้องเรียบเรียงออกมาใหม่อีกครั้งก็ได้ 



12. รับมือกับการผัดวันประกันพรุ่ง Procrastination

การผัดวันประกันพรุ่งเป็นนิสัย ดังนั้นการจะแก้นิสัยไม่ใช่เรื่องง่าย นิสัยถือเป็นปฏิกิริยาที่ตอบสนองต่อ สิ่งกระตุ้น (cue) ทำให้เราตอบสนองเป็นพฤติกรรม เช่น เมื่อเราเห็นสิ่งที่ไม่ชอบ อาจจะดูยากลำบาก เหนื่อยล้า กลัวทำไม่สำเร็จ ทำได้ไม่ดี ทำให้เราตอบสนองและรับมือด้วยการเลี่ยงหรือผัดผ่อนมันออกไป


  • สิ่งแรกที่ต้องเตือนตัวเอง คือ สบายวันนี้ จะทำให้ลำบากวันหน้า การลงมือทำสิ่งที่ยากในวันนี้จะทำให้เราพัฒนา เริ่มต้นทำไปก่อน ทำตามแผนไม่ทำตามอารมณ์


  • มองสิ่งที่ต้องทำให้เป็น Process มากกว่า Product เช่น หากมีรีพอร์ต 5 ชิ้นที่ต้องทำ การที่คิดว่าจะต้องทำให้เสร็จสมบูรณ์จะทำให้เกิดความรู้สึกที่ใหญ่ ยาก เป็นภาระที่จะทำให้เสร็จ จึงทำให้ผัดผ่อนเป็นใกล้ deadline จึงค่อยทำ แต่หากเปลี่ยนเป็นบอกตัวเองให้คิดเป็น process เช่น ให้เวลาสัก 25 นาที ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น จะทำให้เราสบายใจที่จะเผชิญหน้า และลงมือทำมันได้บ่อยขึ้น


  • การเขียนหรือจด to-do list แบ่งชิ้นงานใหญ่ เป็นชิ้นย่อย ๆ ประโยชน์ข้อแรก คือ เมื่อเราจดไว้ที่ใดที่หนึ่งแล้ว เราจะไม่ต้องเปลืองพื้นที่ working memory ในการพยายามจะจำ ทำให้เราเอาสมองไปคิดทำอย่างอื่นได้ดีขึ้น


  • ประโยชน์ข้อสอง คือ การเผชิญหน้าภารกิจแบบก้อนใหญ่จะทำให้ต้องใช้พลังงานสูงในการทำ แต่การทำ to do list ชิ้นเล็ก ๆ ทีละน้อย จะใช้พลังงานและพลังใจน้อยกว่าในการรับมือ แต่สุดท้ายก็ยังคงให้ผลลัพธ์ คือ งานใหญ่สำเร็จได้เหมือนกัน และเมื่อได้ขีด to-do list ออก ยังเป็นรางวัลที่ดีให้รู้สึกดีและมีกำลังใจทำชิ้นต่อ ๆ ไปได้อีกด้วย


  • การทำ quitting time ในแต่ละวัน ก็สำคัญไม่น้อยไปกว่า Working time เช่น ห้าโมงเย็นเลิกงานเสร็จจะหยุดงานทุกอย่างแล้วไปออกกำลังกาย หรือ หนึ่งทุ่มถึงสองทุ่มจะไม่คิดเรื่องงานใดๆ ปล่อยให้เป็น diffuse mode


นี่คือสิ่งที่คอร์ส Learning How to Learn: Powerful mental tools to help you master tough subjects ได้แนะนำไว้ เภสัชนักเรียนรู้อย่างพวกเราค่อย ๆ เลือก ค่อย ๆ จำ นำไปปรับใช้ จะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตในอนาคตได้มากไม่ว่าจะเรียนรู้อะไร 


ThaiYPGrow x มะเขือเทศเดินดิน.

---------------------------


ติดตามบทความ #เภสัชพัฒนางาน #เภสัชพัฒนาคน #เภสัชพัฒนาตนเอง  

ได้ที่แฟนเพจ Thaiypgrow We Grow Together, Thai Pharmacist

Twitter @Thaiypgrow

แชร์ให้โลกได้รู้